รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV เหมาะกับการใช้งานในเมืองหลายด้าน ทั้งการออกตัวที่นุ่มนวล เสียงรบกวนต่ำ การตอบสนองของมอเตอร์ที่รวดเร็ว และความสามารถในการนำพลังงานบางส่วนกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ขณะชะลอความเร็ว
สภาพการจราจรในเมืองที่ต้องหยุดและออกตัวบ่อยอาจเป็นรูปแบบการใช้งานที่เหมาะกับรถ EV มากกว่าการขับด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงความเร็วต่ำ และระบบ Regenerative Braking สามารถนำพลังงานบางส่วนที่ปกติสูญเสียไปจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่
อย่างไรก็ตาม การใช้รถ EV ในเมืองจะสะดวกและคุ้มค่าหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่
- มีที่ชาร์จบ้านหรือไม่
- ขับรถวันละกี่กิโลเมตร
- มีจุดชาร์จใกล้บ้านหรือที่ทำงานหรือไม่
- รถมีแบตเตอรี่ขนาดเหมาะกับการใช้งานหรือไม่
- ชาร์จที่บ้านหรือสถานีสาธารณะเป็นหลัก
- มีค่าใช้จ่ายด้านที่จอดรถและค่าชาร์จเพิ่มเติมหรือไม่
บทความนี้จะอธิบายข้อดี ข้อจำกัด วิธีขับให้ประหยัด วิธีเลือกขนาดแบตเตอรี่ และตัวอย่างค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อช่วยประเมินว่ารถ EV เหมาะกับการใช้งานในเมืองของคุณหรือไม่
หมายเหตุ: ตัวเลขค่าไฟ ระยะทาง และอัตราสิ้นเปลืองในบทความเป็นตัวอย่างสำหรับการคำนวณ ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับรถแต่ละรุ่น ราคาค่าไฟ ค่าบริการสถานี พฤติกรรมการขับ และการสูญเสียระหว่างการชาร์จ
หัวข้อ
ทำไมรถ EV จึงเหมาะกับการขับในเมือง
มอเตอร์ให้แรงบิดได้รวดเร็ว
มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถให้แรงบิดได้รวดเร็วตั้งแต่ช่วงออกตัว ทำให้รถเคลื่อนตัวจากทางแยกหรือการจราจรที่หยุดสลับเคลื่อนได้อย่างนุ่มนวล
ผู้ขับไม่จำเป็นต้องกดคันเร่งแรง เพราะแรงบิดของมอเตอร์มักเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองอยู่แล้ว การออกตัวอย่างนุ่มนวลยังช่วยลดการใช้พลังงานและลดการสึกหรอของยาง
ไม่มีการเดินเบาของเครื่องยนต์
รถ EV ไม่มีเครื่องยนต์ที่ต้องเผาไหม้เชื้อเพลิงขณะรถหยุดนิ่ง จึงไม่มีการใช้น้ำมันเพื่อเดินเบาแบบรถเครื่องยนต์
อย่างไรก็ตาม ขณะรถหยุดอยู่ในสภาพการจราจร ระบบต่าง ๆ ยังใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เช่น
- เครื่องปรับอากาศ
- หน้าจอ
- ระบบเสียง
- ไฟส่องสว่าง
- ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่
- ระบบสื่อสารและซอฟต์แวร์ภายในรถ
ดังนั้น รถติดไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช้พลังงานเลย แต่โดยทั่วไปการใช้พลังงานขณะหยุดนิ่งจะต่ำกว่าการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง
ระบบสร้างพลังงานกลับทำงานได้บ่อย
เมื่อผู้ขับถอนคันเร่งหรือชะลอรถ มอเตอร์สามารถทำหน้าที่คล้ายเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และส่งพลังงานบางส่วนกลับเข้าสู่แบตเตอรี่
ระบบนี้เรียกว่า Regenerative Braking ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและลดการใช้ผ้าเบรกในหลายสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม ระบบไม่สามารถคืนพลังงานทั้งหมดได้ เนื่องจากมีการสูญเสียระหว่างการเปลี่ยนพลังงานจากการเคลื่อนที่เป็นพลังงานไฟฟ้า
เสียงและแรงสั่นสะเทือนต่ำ
รถ EV ไม่มีเสียงและแรงสั่นจากเครื่องยนต์ จึงให้ความรู้สึกเงียบและผ่อนคลายเมื่อต้องติดอยู่ในการจราจรเป็นเวลานาน
ข้อควรระวังคือ คนเดินเท้าและผู้ใช้จักรยานอาจไม่ได้ยินเสียงรถที่เคลื่อนตัวด้วยความเร็วต่ำ ผู้ขับจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในลานจอดรถ ทางแยก ตลาด โรงเรียน และพื้นที่ชุมชน
รถ EV ใช้พลังงานในเมืองอย่างไร
การใช้พลังงานของรถ EV มักแสดงด้วยหน่วยกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร หรือ kWh/100 km
ตัวเลขยิ่งต่ำ โดยทั่วไปหมายถึงรถใช้พลังงานน้อยกว่าในการเดินทางระยะทางเท่ากัน
ตัวอย่างเช่น
| อัตราสิ้นเปลือง | พลังงานที่ใช้ต่อ 100 กม. |
|---|---|
| 13 kWh/100 km | 13 หน่วย |
| 16 kWh/100 km | 16 หน่วย |
| 20 kWh/100 km | 20 หน่วย |
| 25 kWh/100 km | 25 หน่วย |
รถขนาดเล็กและน้ำหนักเบามักใช้พลังงานน้อยกว่ารถ SUV หรือ MPV ขนาดใหญ่ แต่ผลจริงยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งาน
ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราสิ้นเปลือง ได้แก่
- น้ำหนักรถ
- จำนวนผู้โดยสาร
- น้ำหนักสัมภาระ
- การเร่งและเบรก
- ความเร็วเฉลี่ย
- สภาพการจราจร
- การเปิดเครื่องปรับอากาศ
- อุณหภูมิภายนอก
- แรงดันลมยาง
- ความลาดชันของเส้นทาง
- ขนาดล้อและยาง
- ระดับ Regenerative Braking
- สภาพและอุณหภูมิของแบตเตอรี่
รถ EV ขับในเมืองประหยัดกว่าทางไกลหรือไม่
ในหลายกรณี รถ EV มีประสิทธิภาพดีในการใช้งานในเมือง เพราะความเร็วเฉลี่ยไม่สูงมาก และมีโอกาสนำพลังงานกลับจากการชะลอรถบ่อย
เมื่อขับด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง รถต้องใช้พลังงานต้านแรงลมมากขึ้น โดยเฉพาะรถที่มีตัวถังสูงหรือพื้นที่ด้านหน้าขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม การขับในเมืองไม่ได้ประหยัดเสมอไป หากมีพฤติกรรมดังนี้
- เร่งออกตัวแรงทุกครั้ง
- เบรกกะทันหัน
- เปิดแอร์อุณหภูมิต่ำมาก
- จอดติดเครื่องปรับอากาศเป็นเวลานาน
- บรรทุกของหนักโดยไม่จำเป็น
- ลมยางต่ำ
- ใช้รถระยะสั้นมากจนต้องเปิดแอร์กำลังสูงซ้ำหลายครั้ง
ความประหยัดจึงขึ้นอยู่กับทั้งสภาพเส้นทางและพฤติกรรมผู้ขับ หากต้องการมองภาพรวมมากกว่าค่าไฟเพียงอย่างเดียว ควรประเมินต่อว่า รถ EV คุ้มไหม จากต้นทุนการถือครองและรูปแบบการใช้งานจริงของคุณ
ค่าใช้จ่ายรถ EV ในเมืองต่อเดือนประมาณเท่าไร
ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสามารถคำนวณเบื้องต้นได้จากสูตร
พลังงานที่ใช้ต่อเดือน = ระยะทางต่อเดือน × อัตราสิ้นเปลือง ÷ 100
จากนั้นคำนวณค่าใช้จ่ายด้วยสูตร
ค่าไฟต่อเดือน = พลังงานที่ชาร์จ × ราคาค่าไฟต่อหน่วย
ควรเผื่อการสูญเสียระหว่างการชาร์จประมาณหนึ่งส่วนตามระบบและอุปกรณ์ที่ใช้
ตัวอย่างที่ 1 ขับวันละ 30 กิโลเมตร
สมมติว่า
- ขับวันละ 30 กิโลเมตร
- ใช้รถ 30 วัน
- ระยะทางรวม 900 กิโลเมตรต่อเดือน
- รถใช้อัตราสิ้นเปลือง 16 kWh/100 km
พลังงานที่รถใช้คือ
900 × 16 ÷ 100 = 144 kWh
หากเผื่อการสูญเสียระหว่างชาร์จประมาณ 10%
144 ÷ 0.90 = 160 kWh
ชาร์จที่บ้าน หน่วยละ 4.50 บาท
160 × 4.50 = 720 บาทต่อเดือน
ชาร์จสาธารณะ หน่วยละ 8 บาท
160 × 8 = 1,280 บาทต่อเดือน
ตัวอย่างที่ 2 ขับวันละ 50 กิโลเมตร
สมมติว่า
- ขับวันละ 50 กิโลเมตร
- ใช้รถ 30 วัน
- ระยะทางรวม 1,500 กิโลเมตรต่อเดือน
- อัตราสิ้นเปลือง 18 kWh/100 km
พลังงานที่รถใช้คือ
1,500 × 18 ÷ 100 = 270 kWh
เมื่อเผื่อการสูญเสียประมาณ 10%
270 ÷ 0.90 = 300 kWh
ชาร์จที่บ้าน หน่วยละ 4.50 บาท
300 × 4.50 = 1,350 บาทต่อเดือน
ชาร์จสาธารณะ หน่วยละ 8 บาท
300 × 8 = 2,400 บาทต่อเดือน
ตารางตัวอย่างค่าใช้จ่ายรายเดือน
| ระยะทางต่อเดือน | อัตราสิ้นเปลือง | ชาร์จบ้าน 4.50 บาท/kWh | ชาร์จสาธารณะ 8 บาท/kWh |
|---|---|---|---|
| 600 กม. | 15 kWh/100 km | ประมาณ 450 บาท | ประมาณ 800 บาท |
| 900 กม. | 16 kWh/100 km | ประมาณ 720 บาท | ประมาณ 1,280 บาท |
| 1,500 กม. | 18 kWh/100 km | ประมาณ 1,350 บาท | ประมาณ 2,400 บาท |
| 2,000 กม. | 20 kWh/100 km | ประมาณ 2,000 บาท | ประมาณ 3,556 บาท |
ตัวเลขในตารางรวมการสูญเสียระหว่างชาร์จแบบสมมติประมาณ 10% และมีไว้เพื่อช่วยประเมินเบื้องต้นเท่านั้น
กรณีมีที่ชาร์จบ้าน ใช้รถ EV ในเมืองอย่างไรให้คุ้ม
ผู้ที่มีบ้านและสามารถติดตั้ง Wall Charger สำหรับรถ EV ได้ มักใช้รถ EV ในเมืองได้สะดวกที่สุด เพราะสามารถชาร์จขณะรถจอดในเวลากลางคืน และไม่ต้องพึ่งสถานีสาธารณะทุกครั้ง
ข้อดีของการมีที่ชาร์จบ้าน
- ออกจากบ้านพร้อมพลังงานทุกวัน
- ไม่ต้องรอคิวสถานี
- ค่าไฟต่อหน่วยมักต่ำกว่า DC สาธารณะ
- ตั้งเวลาชาร์จได้
- ใช้เวลาจอดรถให้เกิดประโยชน์
- ลดการเดินทางไปสถานีโดยไม่จำเป็น
ควรติดตั้งเครื่องชาร์จกี่ kW
กำลังชาร์จที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับทั้งรถและระบบไฟของบ้าน ก่อนติดตั้งจึงควรตรวจสอบกำลังรับ AC ของรถและ องค์ประกอบของระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในบ้าน ร่วมกัน
| กำลังชาร์จ | พลังงานที่เติมได้โดยประมาณต่อชั่วโมง | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| 3.5 kW | ประมาณ 3–3.5 kWh | ใช้น้อยและจอดข้ามคืน |
| 7 kW | ประมาณ 6–7 kWh | บ้านทั่วไปและรถ EV ส่วนใหญ่ |
| 11 kW | ประมาณ 10–11 kWh | รถที่รองรับไฟสามเฟส |
| 22 kW | ขึ้นอยู่กับกำลังรับของรถ | อาคารหรือรถบางรุ่น |
แม้เครื่องชาร์จจะจ่ายได้ 22 kW แต่หากรถรับ AC ได้สูงสุด 7 kW รถก็จะรับไฟได้ประมาณ 7 kW เท่านั้น
ตัวอย่างเวลาชาร์จที่บ้าน
สมมติรถมีแบตเตอรี่ 60 kWh และต้องการชาร์จจาก 30% ถึง 80%
พลังงานที่ต้องเติมคือประมาณ
60 × 50% = 30 kWh
หากใช้ Wall Charger 7 kW
30 ÷ 7 = ประมาณ 4.3 ชั่วโมง
เมื่อรวมการสูญเสีย อาจใช้เวลาประมาณ 4.5–5 ชั่วโมง
รูปแบบการชาร์จที่เหมาะกับคนเมือง
ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรอให้แบตเตอรี่ต่ำมากก่อนชาร์จ สามารถเสียบชาร์จตามความสะดวก เช่น
- ชาร์จทุกคืน
- ชาร์จทุก 2–3 วัน
- ชาร์จเมื่อแบตเตอรี่ลดถึงระดับที่กำหนด
- ตั้งเพดานชาร์จ 80–90% ตามคู่มือรถ
รถบางรุ่นอาจมีคำแนะนำเฉพาะเกี่ยวกับการชาร์จเต็ม 100% จึงควรปฏิบัติตามคู่มือผู้ผลิต
กรณีไม่มีที่ชาร์จบ้าน ยังเหมาะกับรถ EV หรือไม่
สามารถใช้รถ EV ได้ แต่ต้องพิจารณาความสะดวกและต้นทุนอย่างละเอียดกว่าเดิม
ผู้ที่อยู่คอนโด หอพัก บ้านเช่า หรือไม่มีที่จอดประจำ ควรตรวจสอบรูปแบบการชาร์จก่อนซื้อรถจริง โดยดูว่าเส้นทางประจำมี สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ที่ใช้งานได้สะดวกเพียงพอหรือไม่
ควรถามตัวเองก่อนซื้อ
- มีจุดชาร์จที่ทำงานหรือไม่
- ห้างหรือสถานีใกล้บ้านมีจุดชาร์จหรือไม่
- ใช้เวลาอยู่สถานที่นั้นนานพอหรือไม่
- สถานีเปิดตลอดเวลาหรือไม่
- มีค่าใช้จ่ายด้านที่จอดเพิ่มเติมหรือไม่
- ต้องเสียเวลารอคิวหรือไม่
- มีสถานีสำรองกี่แห่ง
- ระยะทางต่อสัปดาห์เท่าไร
- ต้องชาร์จสัปดาห์ละกี่ครั้ง
- ราคาชาร์จสาธารณะยังคุ้มกับการใช้งานหรือไม่
ตัวอย่างผู้ใช้ที่ไม่มีที่ชาร์จบ้าน
สมมติว่า
- ขับสัปดาห์ละ 300 กิโลเมตร
- รถใช้พลังงาน 18 kWh/100 km
- ใช้พลังงานประมาณ 54 kWh ต่อสัปดาห์
- ชาร์จสาธารณะราคา 8 บาทต่อหน่วย
- เผื่อการสูญเสีย 10%
พลังงานจากสถานีประมาณ
54 ÷ 0.90 = 60 kWh
ค่าใช้จ่ายต่อสัปดาห์คือ
60 × 8 = 480 บาท
ต่อเดือนประมาณ
480 × 4 = 1,920 บาท
ค่าใช้จ่ายนี้อาจยังต่ำกว่าค่าน้ำมัน แต่ผู้ใช้ต้องรวมค่าจอดรถ เวลาเดินทางไปสถานี และเวลารอคิวด้วย
ผู้ที่ไม่มีที่ชาร์จบ้านแบบไหนยังเหมาะกับ EV
- มีจุดชาร์จที่ทำงาน
- มีสถานีหลายแห่งใกล้บ้าน
- ใช้รถไม่มาก
- สามารถชาร์จระหว่างทำธุระได้
- มีแผนสำรองเมื่อสถานีเต็ม
- ยอมรับค่าไฟสาธารณะที่สูงกว่าการชาร์จบ้านได้
- ไม่ต้องเดินทางฉุกเฉินบ่อย
ผู้ที่ไม่มีที่ชาร์จบ้านแบบไหนควรคิดให้รอบคอบ
- ต้องใช้รถทุกวันระยะทางสูง
- ไม่มีสถานีใกล้บ้านหรือที่ทำงาน
- มีจุดชาร์จเพียงแห่งเดียว
- ไม่สะดวกรอชาร์จ
- ต้องเดินทางไม่แน่นอน
- มีค่าจอดรถสูง
- สถานีที่ใช้ประจำมีผู้ใช้หนาแน่น
- ต้องเดินทางต่างจังหวัดบ่อยโดยไม่วางแผนล่วงหน้า
ควรเลือกแบตเตอรี่รถ EV ขนาดเท่าไรสำหรับใช้งานในเมือง
ผู้ซื้อหลายคนคิดว่าแบตเตอรี่ยิ่งใหญ่ยิ่งดี แต่แบตเตอรี่ขนาดใหญ่มีทั้งข้อดีและข้อแลกเปลี่ยน ดังนั้นควรดูทั้งความจุ ระยะทาง อัตราสิ้นเปลือง และลักษณะของ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ของรุ่นที่สนใจร่วมกัน
ข้อดีคือ
- วิ่งได้ไกลขึ้น
- ชาร์จน้อยครั้งลง
- เผื่อการเดินทางฉุกเฉินได้มาก
- สะดวกสำหรับผู้ไม่มีที่ชาร์จบ้าน
ข้อแลกเปลี่ยนคือ
- ราคารถสูงขึ้น
- น้ำหนักรถเพิ่มขึ้น
- ใช้เวลาชาร์จนานขึ้น
- อาจไม่คุ้มสำหรับผู้ที่ใช้รถระยะสั้น
- ยางและช่วงล่างอาจรับน้ำหนักมากขึ้น
เลือกแบตเตอรี่จากระยะทางต่อวัน
ขับวันละไม่เกิน 30 กิโลเมตร
แบตเตอรี่ประมาณ 30–45 kWh อาจเพียงพอสำหรับผู้ที่ชาร์จบ้านได้สม่ำเสมอ
หากรถใช้พลังงาน 15 kWh/100 km แบตเตอรี่ใช้งานได้ 40 kWh อาจให้ระยะทางคำนวณเบื้องต้นประมาณ
40 ÷ 15 × 100 = 267 กิโลเมตร
ระยะทางจริงจะเปลี่ยนตามรถและการใช้งาน
ขับวันละ 30–60 กิโลเมตร
แบตเตอรี่ประมาณ 45–60 kWh ให้ความยืดหยุ่นมากขึ้น และอาจไม่ต้องชาร์จทุกวัน
เหมาะกับผู้ที่เดินทางในเมืองพร้อมขึ้นทางด่วนหรือมีเส้นทางนอกเมืองเป็นบางครั้ง
ขับวันละ 60–100 กิโลเมตร
แบตเตอรี่ประมาณ 60–80 kWh อาจเหมาะกว่า โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีจุดชาร์จปลายทางหรือต้องการเผื่อรถติด การเปิดแอร์ และเส้นทางเปลี่ยนแปลง
เดินทางไกลเป็นประจำ
ควรพิจารณาทั้งขนาดแบตเตอรี่และความเร็วในการชาร์จ DC ไม่ควรดูขนาดแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะผู้ที่มีแผน เดินทางไกลด้วยรถ EV เป็นประจำ ควรดูตำแหน่งสถานีชาร์จและเวลาที่ต้องหยุดชาร์จร่วมด้วย
รถแบตเตอรี่ 70 kWh ที่ชาร์จเร็วและมี Charging Curve ดี อาจเดินทางไกลสะดวกกว่ารถแบตเตอรี่ 90 kWh ที่รับกำลังชาร์จต่ำ
ตารางเลือกขนาดแบตเตอรี่เบื้องต้น
| รูปแบบการใช้งาน | ระยะทางต่อวัน | ขนาดแบตเตอรี่ที่ควรพิจารณา |
|---|---|---|
| ใช้ในเมืองระยะสั้น | ต่ำกว่า 30 กม. | 30–45 kWh |
| ใช้งานทั่วไป | 30–60 กม. | 45–60 kWh |
| เดินทางมาก | 60–100 กม. | 60–80 kWh |
| เดินทางไกลบ่อย | มากกว่า 100 กม. | 70 kWh ขึ้นไป พร้อมชาร์จเร็ว |
| ไม่มีที่ชาร์จบ้าน | แตกต่างกัน | ควรเผื่อระยะและลดความถี่ชาร์จ |
ตารางนี้เป็นเพียงแนวทาง ควรตรวจระยะทางจริง อัตราสิ้นเปลือง และความสามารถในการชาร์จของรถแต่ละรุ่นร่วมด้วย
วิธีขับรถ EV ในเมืองให้ประหยัดพลังงาน
ออกตัวอย่างนุ่มนวล
แรงบิดของมอเตอร์ทำให้รถเร่งได้รวดเร็ว แต่การออกตัวแรงใช้พลังงานมากและอาจทำให้ยางสึกเร็วขึ้น
ควรเพิ่มความเร็วอย่างต่อเนื่อง และเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าเพื่อลดการเร่งและเบรกซ้ำ
มองการจราจรล่วงหน้า
เมื่อเห็นไฟแดง ทางแยก หรือรถด้านหน้าเริ่มชะลอ ควรถอนคันเร่งล่วงหน้าแทนการเร่งเข้าไปแล้วเบรกแรง
การมองไกลช่วยให้ Regenerative Braking ทำงานอย่างนุ่มนวลและลดการสูญเสียพลังงาน
เลือกระดับ Regenerative Braking ให้เหมาะสม
รถบางรุ่นปรับระดับการหน่วงเมื่อถอนคันเร่งได้
- ระดับสูงเหมาะกับการจราจรที่หยุดบ่อย
- ระดับกลางเหมาะกับการใช้งานทั่วไป
- ระดับต่ำเหมาะกับเส้นทางที่ต้องการให้รถไหลต่อเนื่อง
ระดับสูงไม่ได้ประหยัดที่สุดเสมอไป เพราะหากรถชะลอมากเกินไปแล้วต้องเร่งกลับบ่อย อาจใช้พลังงานมากกว่าการปล่อยให้รถไหลอย่างเหมาะสม
รักษาความเร็วให้สม่ำเสมอ
การเร่งขึ้นและลดลงตลอดเวลาทำให้ใช้พลังงานมากกว่าการรักษาความเร็วคงที่ แม้ระบบจะนำพลังงานกลับได้บางส่วน แต่การไม่ใช้พลังงานเกินจำเป็นตั้งแต่แรกมีประสิทธิภาพกว่า
ใช้ Eco Mode เมื่อเหมาะสม
Eco Mode มักช่วยลดความไวของคันเร่งและปรับระบบบางส่วนให้เน้นประหยัดพลังงาน
เหมาะกับ
- การจราจรหนาแน่น
- เส้นทางประจำ
- การขับในเมือง
- ช่วงที่ต้องการรักษาระยะทาง
อย่างไรก็ตาม หากผู้ขับยังกดคันเร่งแรง รถก็ยังใช้พลังงานสูงได้
ตั้งอุณหภูมิอย่างเหมาะสม
เครื่องปรับอากาศใช้พลังงานจากแบตเตอรี่โดยตรง ควรตั้งอุณหภูมิในระดับที่สบาย และใช้ระบบหมุนเวียนอากาศเมื่อเหมาะสม
หากรถรองรับ สามารถเปิดแอร์ล่วงหน้าขณะเสียบชาร์จ เพื่อให้รถใช้พลังงานจากระบบไฟภายนอกมากกว่าดึงจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว
ตรวจแรงดันลมยาง
ลมยางต่ำกว่าค่ากำหนดเพิ่มแรงต้านการหมุน ทำให้รถใช้พลังงานมากขึ้นและยางสึกผิดปกติ โดยเฉพาะรถที่มีน้ำหนักและแรงบิดสูง จึงควรเลือกและดูแล ยางสำหรับรถ EV ให้เหมาะกับสเปกรถด้วย
ควรตรวจขณะยางเย็น และใช้ค่าที่ระบุบนสติกเกอร์กรอบประตูหรือคู่มือรถ ไม่ควรใช้ค่าความดันสูงสุดบนแก้มยางเป็นค่าปกติ
ลดน้ำหนักและแรงต้านที่ไม่จำเป็น
ควรนำของหนักที่ไม่ได้ใช้ออกจากรถ และถอดกล่องสัมภาระบนหลังคาเมื่อไม่จำเป็น เพราะเพิ่มทั้งน้ำหนักและแรงต้านอากาศ
ควรชาร์จรถ EV ในเมืองแบบใด
การชาร์จแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลัก
| รูปแบบ | ลักษณะ | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| AC Charging | ชาร์จช้ากว่า เหมาะกับการจอดนาน | บ้าน ที่ทำงาน โรงแรม ห้าง |
| DC Fast Charging | ชาร์จเร็วกว่า ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่า | เดินทางไกลหรือเร่งด่วน |
ใช้ AC เป็นหลักเมื่อทำได้
ผู้ใช้รถในเมืองมักจอดรถหลายชั่วโมง การชาร์จ AC จึงเหมาะกับชีวิตประจำวันมากกว่า หากยังไม่แน่ใจเรื่องกำลังและรูปแบบการชาร์จ สามารถดูความแตกต่างของ การชาร์จ AC กับ DC ก่อนวางแผนใช้งานจริง
ตัวอย่างเช่น ชาร์จระหว่าง
- นอนหลับ
- ทำงาน
- รับประทานอาหาร
- ซื้อสินค้า
- เข้าพักโรงแรม
ใช้ DC เมื่อจำเป็น
DC Fast Charging เหมาะกับกรณีที่ต้องเติมพลังงานในเวลาจำกัด โดยเวลาใช้งานจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังสูงสุดเพียงอย่างเดียว หากต้องการประเมินให้แม่นยำขึ้นควรดู วิธีคำนวณเวลาชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กัน
- แบตเตอรี่ต่ำและต้องใช้รถต่อ
- เดินทางไกล
- ไม่มีเวลาชาร์จ AC
- ไม่มีที่ชาร์จบ้าน
- ต้องเติมพลังงานระหว่างวัน
การพึ่ง DC ตลอดเวลาอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและต้องเผื่อเวลารอคิว
ไม่จำเป็นต้องชาร์จเต็มทุกครั้ง
สำหรับการใช้งานประจำวัน รถหลายรุ่นสามารถตั้งเพดานการชาร์จไว้ที่ 80–90% ได้
อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามคู่มือ เพราะแบตเตอรี่และคำแนะนำของรถแต่ละรุ่นแตกต่างกัน
การจอดรถ EV ในเมืองต้องระวังอะไร
ตรวจข้อกำหนดของช่องจอดพร้อมจุดชาร์จ
ช่องจอดสำหรับชาร์จควรใช้เมื่อกำลังชาร์จจริง ไม่ควรจอดทิ้งไว้หลังชาร์จเสร็จนานเกินไป เพราะอาจมีค่าปรับหรือกีดขวางผู้ใช้รายอื่น
ตรวจค่าจอดและค่าปรับ
สถานีบางแห่งคิดค่าใช้จ่ายหลายส่วน เช่น
- ค่าพลังงาน
- ค่าจอดรถ
- ค่าบริการ
- ค่าปรับเมื่อชาร์จเสร็จ
- ค่าจอง
- ค่าธรรมเนียมผ่านแอป
ควรตรวจสอบก่อนเริ่มชาร์จทุกครั้ง
ระวังความสูงและทางลาด
รถ EV หลายรุ่นติดตั้งแบตเตอรี่ใต้พื้น ควรชะลอเมื่อผ่าน
- ลูกระนาด
- ทางลาดชัน
- ขอบทาง
- หลุมลึก
- น้ำท่วม
- ทางเข้าลานจอดที่มีมุมหักมาก
หลีกเลี่ยงการจอดกลางแดดเมื่อทำได้
รถมีระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่ แต่การจอดในที่ร่มช่วยลดความร้อนในห้องโดยสาร และลดพลังงานที่ใช้ในการทำความเย็นหลังเริ่มเดินทาง
ไม่ใช้สายต่อพ่วงทั่วไปเพื่อชาร์จ
การชาร์จต้องใช้ระบบไฟและอุปกรณ์ที่รองรับโหลดต่อเนื่อง ไม่ควรต่อผ่านปลั๊กพ่วงทั่วไปหรือเต้ารับที่ไม่ทราบสภาพ
ตรวจพื้นที่ก่อนถอย
รถ EV เงียบขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ ผู้ขับต้องตรวจกล้อง กระจก และพื้นที่จริงรอบรถ โดยเฉพาะในลานจอดที่มีเด็กหรือคนเดินเท้า
ข้อดีของรถ EV ในเมือง
- ออกตัวนุ่มนวล
- ตอบสนองรวดเร็ว
- ไม่มีมลพิษจากท่อไอเสียของรถ BEV
- เสียงและแรงสั่นสะเทือนต่ำ
- ใช้ Regenerative Braking ได้บ่อย
- ไม่มีน้ำมันเครื่อง
- ชาร์จระหว่างจอดได้
- ค่าใช้พลังงานอาจต่ำเมื่อชาร์จบ้าน
- แอร์ทำงานได้โดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์
- เหมาะกับเส้นทางประจำที่คาดการณ์ได้
ข้อจำกัดของรถ EV ในเมือง
- ผู้พักอาศัยในคอนโดอาจติดตั้งเครื่องชาร์จยาก
- สถานีสาธารณะอาจเต็ม
- ค่า DC อาจสูงกว่าชาร์จบ้าน
- ต้องวางแผนเวลาชาร์จ
- รถบางรุ่นตัวใหญ่สำหรับพื้นที่แคบ
- การเปิดแอร์ขณะรถติดยังใช้พลังงาน
- ราคาซื้ออาจสูงกว่ารถบางประเภท
- ระบบแรงดันสูงต้องใช้ช่างเฉพาะทาง
- ระยะทางหน้าจอเปลี่ยนตามการใช้งาน
- ผู้ไม่มีจุดชาร์จประจำอาจไม่สะดวก
รถ EV เหมาะกับใครในเมือง
รถ EV เหมาะกับผู้ที่
- มีเส้นทางประจำ
- ทราบระยะทางเฉลี่ยต่อวัน
- มีที่ชาร์จบ้านหรือที่ทำงาน
- จอดรถหลายชั่วโมงในจุดที่ชาร์จได้
- ต้องการความเงียบ
- ใช้รถในสภาพการจราจรที่หยุดบ่อย
- พร้อมวางแผนการชาร์จ
- มีศูนย์บริการที่เข้าถึงได้
- ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
รถ EV อาจยังไม่เหมาะกับใคร
ควรพิจารณาให้ละเอียดหาก
- ไม่มีจุดชาร์จประจำ
- ต้องขับระยะไกลโดยไม่แน่นอน
- เดินทางในพื้นที่สถานีชาร์จน้อย
- ไม่สะดวกรอชาร์จ
- ต้องใช้รถฉุกเฉินตลอดเวลา
- ไม่มีสถานีสำรอง
- ต้องเสียค่าจอดสูงเพื่อชาร์จ
- ไม่พร้อมเปลี่ยนพฤติกรรมการเติมพลังงาน
Checklist ก่อนซื้อรถ EV สำหรับใช้ในเมือง
ด้านการเดินทาง
- ขับวันละกี่กิโลเมตร
- ใช้ทางด่วนบ่อยหรือไม่
- เดินทางต่างจังหวัดกี่ครั้งต่อเดือน
- ต้องรับส่งผู้โดยสารกี่คน
- มีสัมภาระมากหรือไม่
ด้านการชาร์จ
- ชาร์จบ้านได้หรือไม่
- ระบบไฟบ้านรองรับหรือไม่
- มีจุดชาร์จที่ทำงานหรือไม่
- มีสถานีใกล้บ้านกี่แห่ง
- มีสถานีสำรองหรือไม่
- ต้องชาร์จสัปดาห์ละกี่ครั้ง
ด้านค่าใช้จ่าย
- ค่าไฟต่อเดือนประมาณเท่าไร
- ค่าติดตั้ง Wall Charger
- ค่าจอดรถที่สถานี
- ค่าเบี้ยประกัน
- ราคายาง
- ค่าเช็กระยะ
- ค่างวดต่อเดือน
- มูลค่าขายต่อ
ด้านตัวรถ
- ขนาดแบตเตอรี่เหมาะหรือไม่
- ระยะทางใช้จริงพอหรือไม่
- รองรับ AC กี่ kW
- รองรับ DC กี่ kW
- มีระบบ Preconditioning หรือไม่
- พื้นที่เบาะหลังพอหรือไม่
- ขนาดรถเหมาะกับลานจอดหรือไม่
- ศูนย์บริการอยู่ใกล้หรือไม่
คำถามที่พบบ่อย
รถ EV ขับในเมืองประหยัดกว่าทางไกลหรือไม่?
รถติดทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วหรือไม่?
ควรชาร์จรถ EV ทุกวันหรือไม่?
ไม่มีที่ชาร์จบ้าน ซื้อรถ EV ได้ไหม?
รถ EV แบตเตอรี่กี่ kWh เหมาะกับในเมือง?
แบตเตอรี่ใหญ่กว่าคุ้มกว่าเสมอหรือไม่?
Regenerative Braking ใช้แทนเบรกได้ทั้งหมดหรือไม่?
ค่าไฟรถ EV ในเมืองเดือนละเท่าไร?
ชาร์จบ้านกับชาร์จสาธารณะแบบไหนคุ้มกว่า?
สรุปการขับรถ EV ในเมือง
รถ EV เหมาะกับการใช้งานในเมืองอย่างมากสำหรับผู้ที่มีเส้นทางประจำ เข้าถึงจุดชาร์จได้ และสามารถวางแผนการใช้งานล่วงหน้า
ข้อดีสำคัญ ได้แก่
- ประสิทธิภาพที่ดีในช่วงความเร็วต่ำ
- ไม่มีการเดินเบาของเครื่องยนต์
- ใช้ Regenerative Braking ได้บ่อย
- เสียงและแรงสั่นสะเทือนต่ำ
- ค่าไฟต่อกิโลเมตรอาจต่ำ
- ชาร์จระหว่างจอดรถได้
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าของรถ EV ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรถเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระบบชาร์จและพฤติกรรมของผู้ใช้ด้วย
ผู้ที่มีที่ชาร์จบ้านมักได้รับความสะดวกและต้นทุนต่ำที่สุด ส่วนผู้ที่ไม่มีที่ชาร์จบ้านยังใช้ EV ได้ แต่ควรคำนวณค่าใช้จ่าย ช่วงเวลาชาร์จ ค่าจอดรถ และสถานีสำรองให้ชัดเจน
การเลือกขนาดแบตเตอรี่ก็ควรอิงจากระยะทางจริง ไม่จำเป็นต้องเลือกแบตเตอรี่ใหญ่ที่สุดเสมอไป หากขับวันละไม่มากและชาร์จบ้านได้ รถแบตเตอรี่ขนาดกลางอาจคุ้มกว่าทั้งในด้านราคา น้ำหนัก และพลังงานที่ใช้
ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรทดลองขับ สำรวจจุดชาร์จใกล้บ้าน คำนวณค่าไฟรายเดือน และประเมินว่ารูปแบบการชาร์จสามารถทำได้ต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ถือครองรถหรือไม่
แหล่งอ้างอิง
- U.S. Department of Energy. Electric Vehicle Basics. Alternative Fuels Data Center. https://afdc.energy.gov/vehicles/electric-basics
- U.S. Department of Energy. How Do All-Electric Cars Work? Alternative Fuels Data Center. https://afdc.energy.gov/vehicles/how-do-all-electric-cars-work
- U.S. Department of Energy. Charging Electric Vehicles at Home. Alternative Fuels Data Center. https://afdc.energy.gov/fuels/electricity_charging_home.html
- U.S. Department of Energy. Electric Vehicles. Energy Saver. https://www.energy.gov/energysaver/electric-vehicles
- U.S. Environmental Protection Agency and U.S. Department of Energy. Electric Vehicles: Learn More About the New Label. FuelEconomy.gov. https://www.fueleconomy.gov/feg/evtech.shtml
- DENZA. Official DENZA Website. DENZA. https://www.denza.com
ติดต่อเรา | จองซื้อ & ทดลองขับ
อยากเป็นเจ้าของหรือสนใจทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้า Denza รถยนต์ไฟฟ้าหรูที่ตอบโจทย์ทั้งครอบครัวและสมรรถนะขั้นสุด ติดต่อ Denza BD Ultimate ได้ทุกสาขาพร้อมทีมงานให้คำปรึกษาและบริการครบวงจร
- สถานที่
- สาขาสงขลา: 312 หมู่ 7 ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา 90110
- สาขาภูเก็ต: 99/99 หมู่ 5 ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 83000
- Facebook: Denza BD Ultimate
- Instagram: Denza BD Ultimate
- Youtube: Denza BD Ultimate
- Tiktok: Denza BD Ultimate
- LINE: Denza BD Ultimate
- Website: www.denzabdultimate.com/th/
- ทดลองขับ: คลิกเลย!









