เวลาในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ควรตรวจสอบก่อนเลือกซื้อรถ EV เพราะมีผลต่อทั้งการใช้งานประจำวัน การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน และการวางแผนเดินทางไกล
รถยนต์ไฟฟ้าแต่ละรุ่นใช้เวลาชาร์จไม่เท่ากัน แม้จะเสียบกับสถานีที่มีกำลังเท่ากัน เนื่องจากเวลาชาร์จขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดแบตเตอรี่ ระดับแบตเตอรี่ก่อนเริ่มชาร์จ กำลังที่รถรองรับ อุณหภูมิ และการลดกำลังชาร์จเมื่อแบตเตอรี่ใกล้เต็ม
สูตรพื้นฐานที่มักใช้คือ เวลาชาร์จโดยประมาณ = พลังงานที่ต้องเติม ÷ กำลังชาร์จ
อย่างไรก็ตาม สูตรนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะในการใช้งานจริงยังต้องคำนึงถึง Charging Loss และ Charging Curve ด้วย
บทความนี้จะอธิบายวิธีคำนวณเวลาชาร์จรถ EV แบบละเอียด พร้อมตัวอย่างการชาร์จด้วย AC และ DC เพื่อช่วยให้คุณประเมินได้ว่ารถแต่ละรุ่นจะใช้เวลาชาร์จนานเท่าใด
หัวข้อ

สรุปวิธีคำนวณเวลาชาร์จรถ EV
การคำนวณที่แม่นยำกว่าการนำความจุแบตเตอรี่หารด้วยกำลังชาร์จทันที แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 คำนวณพลังงานที่ต้องเติม
พลังงานที่ต้องเติม = ความจุแบตเตอรี่ × (SOC เป้าหมาย − SOC เริ่มต้น)
ตัวอย่าง:
- แบตเตอรี่ 60 kWh
- เริ่มชาร์จที่ 20%
- ต้องการชาร์จถึง 80%
พลังงานที่ต้องเติมคือ
60 × (80 − 20) ÷ 100 = 36 kWh
ขั้นตอนที่ 2 คำนึงถึงการสูญเสียระหว่างชาร์จ
พลังงานจากตู้ชาร์จไม่ได้เข้าสู่แบตเตอรี่ทั้งหมด เพราะมีการสูญเสียในสายไฟ เครื่องแปลงกระแส ระบบควบคุม และระบบจัดการอุณหภูมิ
สูตรคือ
พลังงานจากระบบไฟ = พลังงานที่ต้องเติม ÷ ประสิทธิภาพการชาร์จ
หากสมมติให้ประสิทธิภาพการชาร์จอยู่ที่ 90%
36 ÷ 0.90 = 40 kWh
หมายความว่าแบตเตอรี่ได้รับพลังงาน 36 kWh แต่ระบบไฟอาจต้องจ่ายประมาณ 40 kWh
ตัวเลข 90% ในตัวอย่างเป็นเพียงค่าประมาณสำหรับการคำนวณ ไม่ใช่ค่าตายตัวของรถทุกคัน
ขั้นตอนที่ 3 หารด้วยกำลังชาร์จจริง
เวลาชาร์จ = พลังงานจากระบบไฟ ÷ กำลังชาร์จจริง
หากใช้ Wall Charger ขนาด 7 kW:
40 ÷ 7 = 5.71 ชั่วโมง
ดังนั้น การชาร์จรถแบตเตอรี่ 60 kWh จาก 20% ถึง 80% ด้วยกำลังจริง 7 kW จะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง 43 นาที
BYD อธิบายสูตรพื้นฐานในลักษณะเดียวกันว่า ขนาดแบตเตอรี่หน่วย kWh หารด้วยกำลังเครื่องชาร์จหน่วย kW จะได้เวลาชาร์จโดยประมาณ แต่เวลาจริงยังขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ระดับแบตเตอรี่ และข้อจำกัดของรถด้วย
สูตรคำนวณเวลาชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
สูตรแบบง่าย
เวลาชาร์จ = ความจุแบตเตอรี่ ÷ กำลังชาร์จ
ตัวอย่าง:
- แบตเตอรี่ 60 kWh
- เครื่องชาร์จ 7 kW
60 ÷ 7 = 8.57 ชั่วโมง
สูตรนี้ใช้ประเมินการชาร์จจาก 0–100% โดยยังไม่รวมการสูญเสียและการลดกำลังเมื่อใกล้เต็ม
สูตรตามเปอร์เซ็นต์ที่ต้องการเติม
เวลาชาร์จ = [ความจุแบตเตอรี่ × เปอร์เซ็นต์ที่ต้องเติม] ÷ กำลังชาร์จ
ตัวอย่างแบตเตอรี่ 60 kWh ชาร์จจาก 30% ถึง 80%:
- ต้องเติม 50%
- พลังงานที่ต้องเติม = 60 × 0.50
- เท่ากับ 30 kWh
หากชาร์จด้วยกำลัง 7 kW:
30 ÷ 7 = 4.29 ชั่วโมง
หรือประมาณ 4 ชั่วโมง 17 นาที ก่อนรวม Charging Loss
สูตรที่รวม Charging Loss
เวลาชาร์จ = พลังงานที่ต้องเติม ÷ (กำลังชาร์จจริง × ประสิทธิภาพการชาร์จ)
ตัวอย่าง:
- แบตเตอรี่ 60 kWh
- ชาร์จจาก 20% ถึง 80%
- พลังงานที่ต้องเติม 36 kWh
- กำลังชาร์จ 7 kW
- สมมติประสิทธิภาพ 90%
36 ÷ (7 × 0.90) = 5.71 ชั่วโมง
สูตรนี้เหมาะสำหรับประเมินการชาร์จ AC ที่บ้านมากกว่าสูตรพื้นฐาน
ตารางตัวอย่างเวลาชาร์จ AC
ตารางต่อไปนี้ใช้ตัวอย่างแบตเตอรี่ 60 kWh ชาร์จจาก 20% ถึง 80% และสมมติประสิทธิภาพ 90%
| กำลังชาร์จจริง | เวลาคำนวณโดยประมาณ |
|---|---|
| 2.2 kW | 18 ชั่วโมง 11 นาที |
| 3.6 kW | 11 ชั่วโมง 7 นาที |
| 7 kW | 5 ชั่วโมง 43 นาที |
| 11 kW | 3 ชั่วโมง 38 นาที |
| 22 kW | 1 ชั่วโมง 49 นาที |
ตัวเลขในตารางจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อรถ ระบบไฟ และเครื่องชาร์จรองรับกำลังดังกล่าวครบทุกส่วน
ตัวอย่างเช่น แม้ติดตั้ง Wall Charger 22 kW แต่หากรถรับ AC สูงสุดเพียง 7 kW รถก็จะชาร์จด้วยกำลังไม่เกินประมาณ 7 kW

กำลังชาร์จจริงดูจากอะไร?
กำลังชาร์จที่รถได้รับจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขบนตู้ชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ถูกจำกัดด้วยอุปกรณ์หลายส่วน
การชาร์จ AC
กำลังชาร์จจริงจะถูกจำกัดโดยค่าที่ต่ำที่สุดระหว่าง
- กำลังของเครื่องชาร์จหรือ EVSE
- กำลังไฟจากบ้านหรืออาคาร
- กำลังรับของ On-board Charger ภายในรถ
- ข้อจำกัดของสายชาร์จ
- การบริหารกำลังของระบบ
สูตรประเมินคือ
กำลัง AC จริง = ค่าต่ำที่สุดของเครื่องชาร์จ ระบบไฟ และ On-board Charger
ตัวอย่าง:
- Wall Charger รองรับ 22 kW
- ระบบไฟจ่ายได้ 11 kW
- รถรับ AC ได้สูงสุด 7 kW
กำลังที่รถรับได้จริงจะอยู่ที่ประมาณ 7 kW
ไม่ใช่ 22 kW ตามตัวเลขหน้าตู้
การชาร์จ DC
DC Fast Charger ส่งไฟกระแสตรงเข้าสู่ระบบแบตเตอรี่ โดยไม่ต้องผ่าน On-board Charger แบบเดียวกับการชาร์จ AC
แต่กำลังจริงยังถูกจำกัดด้วย
- กำลังสูงสุดของสถานี
- กำลังสูงสุดที่รถรองรับ
- แรงดันของตู้และรถ
- ระดับแบตเตอรี่
- อุณหภูมิแบตเตอรี่
- ระบบระบายความร้อน
- จำนวนรถที่แบ่งกำลังจากตู้เดียวกัน
แหล่งข้อมูลของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่ากำลังของ DC Charger อาจสูงได้ถึงหลายร้อยกิโลวัตต์ แต่กำลังที่เกิดขึ้นจริงจะแตกต่างตามรถและระดับแบตเตอรี่ขณะชาร์จ
Charging Loss คืออะไร?
Charging Loss คือพลังงานที่สูญเสียระหว่างการส่งไฟจากระบบไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่
พลังงานบางส่วนถูกใช้หรือสูญเสียไปกับ
- การแปลงไฟจาก AC เป็น DC
- ความต้านทานของสายไฟ
- ความร้อนในอุปกรณ์
- ระบบควบคุมแบตเตอรี่
- ปั๊มและพัดลมระบายความร้อน
- ระบบปรับอุณหภูมิแบตเตอรี่
- ระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในรถ
ดังนั้น หากแบตเตอรี่ต้องรับพลังงานเพิ่ม 50 kWh มิเตอร์ไฟอาจแสดงพลังงานที่ใช้มากกว่า 50 kWh
ตัวอย่าง Charging Loss
สมมติว่า
- ต้องเติมพลังงานให้แบตเตอรี่ 50 kWh
- ประสิทธิภาพรวม 90%
พลังงานจากระบบไฟคือ
50 ÷ 0.90 = 55.56 kWh
พลังงานที่สูญเสียโดยประมาณคือ
55.56 − 50 = 5.56 kWh
หากต้องการคำนวณค่าไฟ ควรใช้พลังงานจากระบบไฟ ไม่ใช่ดูเฉพาะพลังงานที่เพิ่มขึ้นในแบตเตอรี่
Charging Curve คืออะไร?
Charging Curve คือรูปแบบการเปลี่ยนแปลงกำลังชาร์จตามระดับแบตเตอรี่หรือ State of Charge
รถ EV ไม่ได้ชาร์จด้วยกำลังสูงสุดตลอดกระบวนการ โดยทั่วไปกำลังอาจมีลักษณะดังนี้
- เริ่มต้นด้วยกำลังไม่สูงมาก หากแบตเตอรี่ยังเย็นหรือร้อนเกินไป
- เพิ่มขึ้นเมื่อแบตเตอรี่อยู่ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสม
- รักษากำลังสูงในช่วงระดับแบตเตอรี่หนึ่ง
- ลดกำลังลงเมื่อแบตเตอรี่ใกล้เต็ม
- ช้าลงอย่างชัดเจนในช่วงประมาณ 80–100%
การลดกำลังเมื่อใกล้เต็มช่วยควบคุมอุณหภูมิและปกป้องแบตเตอรี่ BYD ระบุว่าการชาร์จมักช้าลงเมื่อแบตเตอรี่เข้าใกล้ระดับเต็ม ส่วน Tesla ระบุว่าความเร็วชาร์จจริงขึ้นอยู่กับชนิดของ Supercharger รุ่นรถ ระดับแบตเตอรี่ อุณหภูมิ และปัจจัยแวดล้อม
ทำไมใช้กำลังสูงสุดคำนวณ DC ไม่ได้?
สมมติว่ารถรองรับ DC สูงสุด 150 kW และต้องเติมพลังงาน 60 kWh
การคำนวณแบบตรงไปตรงมาคือ
60 ÷ 150 = 0.4 ชั่วโมง
หรือ 24 นาที
แต่ตัวเลขนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อรถรับกำลัง 150 kW คงที่ตลอดการชาร์จ ซึ่งแทบไม่เกิดขึ้นในการใช้งานทั่วไป
ตัวอย่าง Charging Curve สมมติ:
| ช่วงแบตเตอรี่ | กำลังเฉลี่ย |
|---|---|
| 10–30% | 140 kW |
| 30–50% | 125 kW |
| 50–70% | 100 kW |
| 70–80% | 70 kW |
| 80–90% | 40 kW |
| 90–100% | 20 kW |
แม้รถจะระบุว่าสูงสุด 150 kW แต่กำลังเฉลี่ยระหว่าง 10–80% อาจต่ำกว่านั้นมาก
ดังนั้น เวลาชาร์จ DC ควรใช้ข้อมูลต่อไปนี้ตามลำดับความน่าเชื่อถือ
- เวลาชาร์จ 10–80% จากผู้ผลิต
- Charging Curve จากการทดสอบจริง
- กำลังเฉลี่ยตลอดช่วงที่ต้องการชาร์จ
- กำลังสูงสุด ใช้เพื่อเปรียบเทียบเบื้องต้นเท่านั้น

สูตรคำนวณ DC Fast Charging
หากรู้กำลังเฉลี่ย สามารถใช้สูตรนี้ได้
เวลาชาร์จ DC = พลังงานที่ต้องเติม ÷ กำลังเฉลี่ย
ตัวอย่าง:
- แบตเตอรี่ 80 kWh
- ชาร์จจาก 10% ถึง 80%
- ต้องเติม 70%
- พลังงานที่ต้องเติม = 80 × 0.70
- เท่ากับ 56 kWh
- กำลังเฉลี่ยระหว่างชาร์จ 100 kW
56 ÷ 100 = 0.56 ชั่วโมง
0.56 ชั่วโมง × 60 = 33.6 นาที
หากดูเพียงกำลังสูงสุด 180 kW อาจคำนวณได้เพียง 18.7 นาที ซึ่งอาจเร็วเกินความเป็นจริง เพราะรถไม่ได้รักษากำลัง 180 kW ตลอดช่วง
ตัวอย่างคำนวณเวลาชาร์จรถ EV
ตัวอย่างที่ 1 แบตเตอรี่ 50 kWh ชาร์จ AC 7 kW
เงื่อนไข:
- แบตเตอรี่ 50 kWh
- เริ่มที่ 20%
- ชาร์จถึง 90%
- ต้องเติม 70%
- สมมติประสิทธิภาพ 90%
พลังงานที่ต้องเติม:
50 × 0.70 = 35 kWh
เวลาชาร์จ:
35 ÷ (7 × 0.90) = 5.56 ชั่วโมง
เท่ากับประมาณ 5 ชั่วโมง 33 นาที
ตัวอย่างที่ 2 แบตเตอรี่ 80 kWh ชาร์จ AC 11 kW
เงื่อนไข:
- แบตเตอรี่ 80 kWh
- เริ่มที่ 10%
- ชาร์จถึง 100%
- ต้องเติม 90%
- สมมติประสิทธิภาพ 90%
พลังงานที่ต้องเติม:
80 × 0.90 = 72 kWh
เวลาชาร์จ:
72 ÷ (11 × 0.90) = 7.27 ชั่วโมง
เท่ากับประมาณ 7 ชั่วโมง 16 นาที
ช่วงใกล้ 100% อาจใช้เวลามากกว่าที่สูตรประเมิน เนื่องจากระบบลดกำลังชาร์จ
ตัวอย่างที่ 3 แบตเตอรี่ 100 kWh ชาร์จ AC 11 kW
เงื่อนไข:
- แบตเตอรี่ 100 kWh
- เริ่มที่ 20%
- ชาร์จถึง 80%
- ต้องเติม 60%
- สมมติประสิทธิภาพ 90%
พลังงานที่ต้องเติม:
100 × 0.60 = 60 kWh
เวลาชาร์จ:
60 ÷ (11 × 0.90) = 6.06 ชั่วโมง
เท่ากับประมาณ 6 ชั่วโมง 4 นาที
ตัวอย่างที่ 4 แบตเตอรี่ 100 kWh ชาร์จ DC
เงื่อนไข:
- เริ่มที่ 20%
- ชาร์จถึง 80%
- ต้องเติม 60 kWh
- กำลังสูงสุดของรถ 170 kW
- กำลังเฉลี่ยจาก Charging Curve สมมติ 105 kW
เวลาชาร์จ:
60 ÷ 105 = 0.571 ชั่วโมง
เท่ากับประมาณ 34 นาที
หากนำกำลังสูงสุด 170 kW มาหารโดยตรง จะได้ประมาณ 21 นาที ซึ่งอาจไม่สะท้อนเวลาจริง
ตารางคำนวณพลังงานตามช่วงเปอร์เซ็นต์
| ความจุแบตเตอรี่ | ชาร์จ 20–80% | ชาร์จ 10–80% | ชาร์จ 20–100% |
|---|---|---|---|
| 40 kWh | 24 kWh | 28 kWh | 32 kWh |
| 50 kWh | 30 kWh | 35 kWh | 40 kWh |
| 60 kWh | 36 kWh | 42 kWh | 48 kWh |
| 80 kWh | 48 kWh | 56 kWh | 64 kWh |
| 100 kWh | 60 kWh | 70 kWh | 80 kWh |
| 120 kWh | 72 kWh | 84 kWh | 96 kWh |
ตารางนี้แสดงพลังงานที่เข้าสู่แบตเตอรี่เท่านั้น ยังไม่รวม Charging Loss
ตารางเวลา AC โดยประมาณ
ตารางต่อไปนี้คำนวณการชาร์จจาก 20–80% และสมมติประสิทธิภาพรวม 90%
| แบตเตอรี่ | 3.6 kW | 7 kW | 11 kW | 22 kW |
|---|---|---|---|---|
| 40 kWh | 7 ชม. 24 นาที | 3 ชม. 49 นาที | 2 ชม. 25 นาที | 1 ชม. 13 นาที |
| 60 kWh | 11 ชม. 7 นาที | 5 ชม. 43 นาที | 3 ชม. 38 นาที | 1 ชม. 49 นาที |
| 80 kWh | 14 ชม. 49 นาที | 7 ชม. 37 นาที | 4 ชม. 51 นาที | 2 ชม. 25 นาที |
| 100 kWh | 18 ชม. 31 นาที | 9 ชม. 31 นาที | 6 ชม. 4 นาที | 3 ชม. 2 นาที |
| 120 kWh | 22 ชม. 13 นาที | 11 ชม. 26 นาที | 7 ชม. 16 นาที | 3 ชม. 38 นาที |
กำลัง 22 kW จะเกิดขึ้นได้เฉพาะรถที่รองรับ AC 22 kW และติดตั้งกับระบบไฟที่จ่ายกำลังดังกล่าวได้จริง
AC Charging กับ DC Charging ต่างกันอย่างไร?
| หัวข้อ | AC Charging | DC Fast Charging |
|---|---|---|
| ตำแหน่งใช้งาน | บ้าน ที่ทำงาน โรงแรม ห้าง | สถานีชาร์จสาธารณะและเส้นทางเดินทาง |
| การแปลงไฟ | ผ่าน On-board Charger ในรถ | ตู้แปลงเป็น DC ก่อนส่งเข้ารถ |
| กำลังโดยทั่วไป | ต่ำกว่า DC | สูงกว่า AC |
| ระยะเวลาชาร์จ | หลายชั่วโมง | หลักสิบนาทีในช่วงที่กำหนด |
| เหมาะกับ | จอดรถเป็นเวลานาน | เดินทางไกลหรือเติมพลังงานเร่งด่วน |
| ปัจจัยจำกัดหลัก | On-board Charger และระบบไฟ | Charging Curve และอุณหภูมิแบตเตอรี่ |
| ค่าใช้บริการ | โดยทั่วไปชาร์จบ้านถูกกว่า | มักสูงกว่าการชาร์จบ้าน |
แหล่งข้อมูลของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ อธิบายว่า AC จะถูกแปลงเป็น DC โดยอุปกรณ์ภายในรถ ส่วน DC Fast Charging ส่งไฟกระแสตรงเข้าสู่ระบบแบตเตอรี่โดยตรง เวลาชาร์จจึงแตกต่างกันตามประเภทอุปกรณ์ แบตเตอรี่ และกำลังรับของรถ
ปัจจัยที่ทำให้ชาร์จช้ากว่าที่คำนวณ
1. แบตเตอรี่เย็นหรือร้อนเกินไป
ระบบอาจลดกำลังเพื่อควบคุมอุณหภูมิและป้องกันแบตเตอรี่
2. เริ่มชาร์จด้วยแบตเตอรี่ระดับสูง
หากเริ่มที่ 70% และชาร์จต่อถึง 100% ความเร็วเฉลี่ยมักต่ำกว่าการชาร์จช่วง 10–60%
3. ไม่มี Battery Preconditioning
รถบางรุ่นสามารถปรับอุณหภูมิแบตเตอรี่ก่อนถึงสถานี DC เพื่อเตรียมรับกำลังสูง หากไม่ได้เปิดระบบหรือไม่ได้ตั้งสถานีเป็นจุดหมายในระบบนำทาง รถอาจรับกำลังได้ต่ำลง
4. กำลังตู้ไม่ถึงตัวเลขบนป้าย
สถานีอาจถูกจำกัดจากระบบไฟ อุณหภูมิ การบำรุงรักษา หรือการแบ่งกำลังกับหัวชาร์จอีกช่อง
5. แรงดันของรถและตู้ไม่สอดคล้องกัน
สถานีที่ระบุ 200 kW อาจไม่สามารถจ่ายกำลังเต็มให้รถทุกแพลตฟอร์มได้ เพราะกำลังขึ้นอยู่กับทั้งแรงดันและกระแส
6. เปิดระบบปรับอากาศขณะชาร์จ
รถอาจใช้พลังงานบางส่วนกับเครื่องปรับอากาศ ระบบหน้าจอ และระบบควบคุมอุณหภูมิ ทำให้พลังงานสุทธิที่เข้าสู่แบตเตอรี่ลดลง
7. ระบบไฟบ้านมีข้อจำกัด
โหลดภายในบ้าน สายไฟ มิเตอร์ และระบบ Load Management อาจทำให้ Wall Charger ลดกำลังลงชั่วคราว
8. ซอฟต์แวร์ของรถจำกัดกำลัง
ผู้ผลิตอาจปรับ Charging Curve ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อความปลอดภัย อายุแบตเตอรี่ หรือประสิทธิภาพของระบบ
ทำไมชาร์จ 80–100% จึงใช้เวลานาน?
ช่วงใกล้เต็มเป็นช่วงที่ระบบต้องควบคุมแรงดันและอุณหภูมิอย่างละเอียด จึงลดกระแสชาร์จลงเพื่อป้องกันความร้อนและลดความเครียดของเซลล์แบตเตอรี่
ตัวอย่างสมมติ:
| ช่วงแบตเตอรี่ | เวลาที่ใช้ |
|---|---|
| 10–80% | 30 นาที |
| 80–90% | 12 นาที |
| 90–100% | 25 นาที |
แม้ช่วง 90–100% มีพลังงานเพียง 10% แต่สามารถใช้เวลานานกว่าช่วงเปอร์เซ็นต์ก่อนหน้าได้
ระหว่างเดินทางไกล การชาร์จถึงประมาณ 70–80% แล้วออกเดินทางต่ออาจใช้เวลารวมเร็วกว่า แต่ควรปรับตามระยะทางไปยังสถานีถัดไปและพลังงานสำรองที่ปลอดภัย
ควรชาร์จรถ EV ถึงกี่เปอร์เซ็นต์?
ไม่มีกฎเดียวสำหรับรถทุกคัน เพราะแบตเตอรี่ เคมีของเซลล์ และคำแนะนำของผู้ผลิตแตกต่างกัน
แนวทางทั่วไปคือ
- ใช้ระดับที่ผู้ผลิตแนะนำสำหรับการใช้งานประจำวัน
- ชาร์จถึง 100% เมื่อต้องใช้ระยะทางสูงสุด
- ไม่จำเป็นต้องรอให้แบตเตอรี่ใกล้ 0% ก่อนชาร์จ
- ตั้งเวลาชาร์จให้เสร็จก่อนออกเดินทาง
- อ่านคู่มือเฉพาะรุ่น โดยเฉพาะรถที่ใช้แบตเตอรี่ LFP และ NMC
- หลีกเลี่ยงการจอดทิ้งไว้ที่ระดับสูงหรือต่ำมากเป็นเวลานาน หากผู้ผลิตมีคำแนะนำเช่นนั้น
ไม่ควรใช้คำแนะนำ “ชาร์จแค่ 80% เสมอ” กับรถทุกคันโดยไม่อ่านคู่มือ
วิธีประเมินเวลาชาร์จก่อนซื้อรถ EV
ก่อนซื้อควรตรวจสอบข้อมูลต่อไปนี้
ความจุแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้
รถบางรุ่นระบุความจุรวม ขณะที่บางรุ่นระบุ Usable Capacity ควรใช้ความจุที่นำมาใช้งานจริงในการคำนวณเมื่อมีข้อมูล
กำลังรับ AC สูงสุด
มีผลโดยตรงต่อเวลาชาร์จที่บ้าน เช่น รถที่รับ AC ได้ 7 kW จะไม่ได้ประโยชน์ด้านความเร็วจาก Wall Charger 11 หรือ 22 kW เต็มกำลัง
ระบบไฟของที่พัก
บ้านไฟหนึ่งเฟสและสามเฟสอาจรองรับกำลังต่างกัน ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบมิเตอร์ สายไฟ เบรกเกอร์ ระบบสายดิน และโหลดรวม
กำลังรับ DC สูงสุด
ใช้ดูศักยภาพเบื้องต้น แต่ควรอ่านเวลาชาร์จ 10–80% และ Charging Curve ร่วมด้วย
เวลาชาร์จที่ผู้ผลิตระบุ
ตรวจสอบให้ครบว่า
- เริ่มจากกี่เปอร์เซ็นต์
- สิ้นสุดที่กี่เปอร์เซ็นต์
- ใช้ตู้กี่ kW
- อุณหภูมิทดสอบเท่าไร
- เป็นเวลาโดยประมาณหรือผลทดสอบ
- กำลังตู้ต้องมีแรงดันเท่าไร
ระบบ Battery Preconditioning
มีผลมากต่อการใช้ DC Fast Charger ในบางสภาพอากาศและหลังจอดรถเป็นเวลานาน
แอปและระบบตั้งเวลาชาร์จ
ช่วยให้รถเริ่มชาร์จในช่วงที่ต้องการ และสามารถกำหนดระดับเป้าหมายก่อนออกเดินทางได้
อ่านข้อมูลที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิธีอ่านสเปกรถยนต์ไฟฟ้า
วิธีคำนวณค่าไฟจากการชาร์จ
หลังจากคำนวณพลังงานจากระบบไฟแล้ว สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายได้ด้วยสูตร
ค่าใช้จ่าย = พลังงานจากระบบไฟ × อัตราค่าไฟต่อหน่วย
ตัวอย่าง:
- แบตเตอรี่ต้องรับพลังงาน 36 kWh
- สมมติประสิทธิภาพการชาร์จ 90%
- พลังงานจากระบบไฟ 40 kWh
- สมมติค่าไฟ 4.50 บาทต่อ kWh
40 × 4.50 = 180 บาท
หมายความว่า การชาร์จจาก 20% ถึง 80% ในตัวอย่างนี้มีค่าไฟประมาณ 180 บาท
ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายสูตร ค่าไฟจริงขึ้นอยู่กับอัตราค่าไฟ ช่วงเวลา ภาษี ค่าบริการ และประเภทสถานี
เครื่องคำนวณแบบรวดเร็ว
ให้ใส่ข้อมูล 5 ค่า
- ความจุแบตเตอรี่
- เปอร์เซ็นต์เริ่มต้น
- เปอร์เซ็นต์เป้าหมาย
- กำลังชาร์จจริง
- ประสิทธิภาพโดยประมาณ
จากนั้นใช้สูตร
เวลา = [แบตเตอรี่ × (เป้าหมาย − เริ่มต้น) ÷ 100] ÷ (กำลังชาร์จ × ประสิทธิภาพ)
ตัวอย่าง:
- แบตเตอรี่ 75 kWh
- เริ่ม 25%
- เป้าหมาย 85%
- กำลัง AC 11 kW
- ประสิทธิภาพ 90%
พลังงานที่ต้องเติม:
75 × (85 − 25) ÷ 100 = 45 kWh
เวลาชาร์จ:
45 ÷ (11 × 0.90) = 4.55 ชั่วโมง
เท่ากับประมาณ 4 ชั่วโมง 33 นาที
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณเวลาชาร์จ
นำความจุเต็มมาคำนวณทุกครั้ง
ผู้ใช้แทบไม่ได้เริ่มชาร์จที่ 0% ทุกครั้ง ควรคำนวณเฉพาะเปอร์เซ็นต์ที่ต้องเติม
ใช้กำลังของตู้แทนกำลังที่รถรับได้
ตู้ 150 kW ไม่ได้หมายความว่ารถทุกคันจะรับ 150 kW
คิดว่า DC รักษากำลังสูงสุดตลอดเวลา
กำลังจะเปลี่ยนตาม Charging Curve และมักลดลงเมื่อแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น
ไม่รวม Charging Loss
ทำให้ประเมินทั้งเวลาและค่าไฟต่ำเกินไป
เปรียบเทียบเวลาคนละช่วง SOC
รถที่ประกาศ 10–80% ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบตรง ๆ กับรถที่ประกาศ 30–80%
ไม่ตรวจสอบ On-board Charger
มีผลโดยตรงต่อการชาร์จ AC และเป็นจุดที่ผู้ซื้อรถมักมองข้าม
ใช้คำว่า Supercharger แทน DC Charger ทุกประเภท
Supercharger เป็นชื่อเครือข่ายชาร์จของ Tesla ส่วนคำทั่วไปสำหรับสถานีชาร์จเร็วคือ DC Fast Charger
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเวลาชาร์จรถ EV
รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จกี่ชั่วโมงเต็ม?
ขึ้นอยู่กับความจุแบตเตอรี่ กำลังชาร์จ และเปอร์เซ็นต์เริ่มต้น การชาร์จ AC ที่บ้านอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง ส่วน DC Fast Charging ช่วง 10–80% มักใช้เวลาหลักสิบนาทีตามสมรรถนะของรถและสถานี
แบตเตอรี่ 60 kWh ชาร์จด้วย 7 kW ใช้เวลากี่ชั่วโมง?
หากชาร์จจาก 0–100% และสมมติประสิทธิภาพ 90% จะใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง 31 นาที แต่หากชาร์จจาก 20–80% จะใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง 43 นาที
แบตเตอรี่ 100 kWh ชาร์จด้วย 11 kW นานเท่าไร?
จาก 20–80% และสมมติประสิทธิภาพ 90% จะใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง 4 นาที ส่วนการชาร์จจาก 0–100% อาจใช้มากกว่า 10 ชั่วโมง และช่วงใกล้เต็มอาจช้าลง
ตู้ 150 kW ทำให้รถรับไฟ 150 kW เสมอไหม?
ไม่เสมอ รถจะรับได้ตามค่าต่ำที่สุดระหว่างความสามารถของรถ สถานี สายชาร์จ แรงดัน ระดับแบตเตอรี่ และอุณหภูมิ
ทำไมชาร์จ DC ได้ไม่ถึงกำลังที่โฆษณา?
อาจเกิดจากแบตเตอรี่เย็นหรือร้อน ระดับ SOC สูง ตู้แบ่งกำลัง ระบบจำกัดกระแส แรงดันไม่ตรง หรือรถกำลังลดกำลังตาม Charging Curve
ชาร์จจาก 80–100% ทำไมช้า?
เพราะระบบลดกำลังเพื่อควบคุมแรงดัน อุณหภูมิ และปกป้องเซลล์แบตเตอรี่ ยิ่งใกล้เต็ม กำลังเฉลี่ยมักยิ่งลดลง
Wall Charger 22 kW ใช้กับรถที่รับ 7 kW ได้ไหม?
ใช้ได้เมื่อหัวชาร์จและระบบเข้ากัน แต่รถจะรับกำลังสูงสุดประมาณ 7 kW ตามข้อจำกัดของ On-board Charger
Charging Loss ทำให้ค่าไฟเพิ่มหรือไม่?
ทำให้พลังงานที่ดึงจากระบบไฟมากกว่าพลังงานที่เข้าแบตเตอรี่ จึงต้องรวมการสูญเสียเมื่อประเมินค่าไฟ
ควรใช้ AC หรือ DC เป็นหลัก?
การชาร์จ AC เหมาะกับการจอดรถนาน เช่น ที่บ้านและที่ทำงาน ส่วน DC เหมาะกับการเดินทางไกลหรือเมื่อต้องเติมพลังงานในเวลาจำกัด
ใช้ DC Fast Charger ทุกวันได้ไหม?
ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต ระบบรถจะควบคุมกำลังและอุณหภูมิให้ แต่การชาร์จ AC เป็นประจำมักสะดวกและประหยัดกว่าสำหรับผู้ที่มีจุดชาร์จบ้าน
สรุป
การคำนวณเวลาในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าไม่ควรนำขนาดแบตเตอรี่หารด้วยกำลังสูงสุดของตู้เพียงอย่างเดียว เพราะเวลาจริงขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ
หลักสำคัญคือ
- คำนวณพลังงานเฉพาะเปอร์เซ็นต์ที่ต้องเติม
- ใช้กำลังที่รถรับได้จริง ไม่ใช่กำลังหน้าตู้เพียงอย่างเดียว
- รวม Charging Loss สำหรับการประเมินเวลาและค่าไฟ
- ใช้กำลังเฉลี่ยหรือเวลาชาร์จ 10–80% สำหรับ DC
- คำนึงถึง Charging Curve โดยเฉพาะช่วงใกล้เต็ม
- ตรวจสอบ On-board Charger ก่อนติดตั้ง Wall Charger
- อ่านเงื่อนไขการทดสอบของผู้ผลิตทุกครั้ง
สูตรที่เหมาะกับการชาร์จ AC คือ
เวลาชาร์จ = [ความจุแบตเตอรี่ × เปอร์เซ็นต์ที่ต้องเติม] ÷ (กำลังชาร์จจริง × ประสิทธิภาพ)
ส่วนการชาร์จ DC ควรใช้
เวลาชาร์จ = พลังงานที่ต้องเติม ÷ กำลังเฉลี่ยตลอดช่วง
การเข้าใจสูตรเหล่านี้จะช่วยให้คุณประเมินได้ว่ารถแต่ละรุ่นเหมาะกับระบบไฟที่บ้านหรือไม่ ต้องชาร์จนานเท่าไร และควรวางแผนหยุดชาร์จระหว่างการเดินทางอย่างไร
อ่านข้อมูลพื้นฐานเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิธีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และดูรายชื่อผู้ให้บริการได้ที่ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
แหล่งอ้างอิง
- https://afdc.energy.gov/fuels/electricity-stations
- https://afdc.energy.gov/fuels/electricity-charging-home
- https://www.byd.com/uk/electric-cars/guides/guide-to-electric-car-charging-times
- https://www.byd.com/uk/electric-cars/guides/how-to-charge-an-electric-car-and-how-long
- https://www.tesla.com/en_my/model3
ข้อมูลเวลาชาร์จจริงอาจแตกต่างตามรุ่นรถ สถานี ระดับแบตเตอรี่ อุณหภูมิ ซอฟต์แวร์ และสภาพระบบไฟ ควรตรวจสอบข้อมูลจากคู่มือและผู้ผลิตรถแต่ละรุ่นก่อนใช้อ้างอิง
ติดต่อเรา | จองซื้อ & ทดลองขับ
อยากเป็นเจ้าของหรือสนใจทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้า Denza รถยนต์ไฟฟ้าหรูที่ตอบโจทย์ทั้งครอบครัวและสมรรถนะขั้นสุด ติดต่อ Denza BD Ultimate ได้ทุกสาขาพร้อมทีมงานให้คำปรึกษาและบริการครบวงจร
- สถานที่
- สาขาสงขลา: 312 หมู่ 7 ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา 90110
- สาขาภูเก็ต: 99/99 หมู่ 5 ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 83000
- Facebook: Denza BD Ultimate
- Instagram: Denza BD Ultimate
- Youtube: Denza BD Ultimate
- Tiktok: Denza BD Ultimate
- LINE: Denza BD Ultimate
- Website: www.denzabdultimate.com/th/
- ทดลองขับ: คลิกเลย!





